您现在的位置是:【微信950216】新金宝公司电话 > 焦点
ซูเปอร์โพลเผยเกือบ 40 ล้านคน พร้อมใช้สิทธิ ปชช.หวังนโยบายจับต้องได้ ทำได้จริง
【微信950216】新金宝公司电话2026-01-19 21:22:07【焦点】8人已围观
简介สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยผลการศึกษาเชิงสำรวจเรื่อง "ประชันนโยบาย/สโลแกนแปลกใหม่ของพรรคการเมืองใหญ่
สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยผลการศึกษาเชิงสำรวจเรื่อง "ประชันนโยบาย/สโลแกนแปลกใหม่ของพรรคการเมืองใหญ่ กับพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่" ซึ่งดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 13–17 มกราคม ที่ผ่านมา จากประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,ซูเปอร์โพลเผยเกือบล้านคนพร้อมใช้สิทธิปชชหวังนโยบายจับต้องได้ทำได้จริง057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงและการตีความพลวัตทางการเมืองอยู่บน "ฐานประชากรจริง" และสะท้อนภาพรวมเชิงโครงสร้างในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ
เกือบ 40 ล้านคน ‘พร้อมใช้สิทธิ’—ประชาธิปไตยไทยยังมีพลังอยู่จริง
ผลการศึกษาส่วนแรกเป็นการประมาณการจำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในหน่วย "ล้านคน" จากการติดตามต่อเนื่อง 5 ครั้ง พบว่า สัดส่วนของประชาชนที่แสดงความตั้งใจจะไปเลือกตั้งอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเคลื่อนไหวในกรอบที่ค่อนข้างเสถียร กล่าวคือ ครั้งที่ 1 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 38.4 ล้านคน ขณะที่กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจอยู่ที่ 14.7 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 2 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 39.8 ล้านคน ส่วนกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดลงเหลือ 13.3 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 3 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้งสูงสุดที่ 40.8 ล้านคน ขณะที่กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดลงต่ำสุดที่ 12.3 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 4 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 40.4 ล้านคน และกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจ 12.7 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน และครั้งที่ 5 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 39.85 ล้านคน กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจ 13.25 ล้านคน รวม 53.10 ล้านคน
ในเชิงสังคมศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจ "พฤติกรรมพลเมือง" ในระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะสะท้อนว่า ฐานประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงมี "แรงขับทางการเมือง" ที่ชัดเจน โดยความตั้งใจไปเลือกตั้งยืนอยู่ใกล้ระดับ 40 ล้านคนตลอดการติดตามทั้ง 5 ครั้ง ซึ่งตีความได้ว่า การเลือกตั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ประชาชนยึดโยงกับการกำหนดอนาคตประเทศ ขณะเดียวกันการแกว่งตัวของกลุ่ม "ไม่ไป/ไม่แน่ใจ" จาก 14.7 ล้านคน ลดลงเป็น 12.3 ล้านคนในครั้งที่ 3 แล้วเพิ่มกลับมาเป็น 13.25 ล้านคนในครั้งที่ 5 สะท้อนพลวัตของ "ความลังเลทางการเมือง" ที่ไม่ได้หายไปอย่างถาวร แต่เปลี่ยนแปลงตามบริบทข่าวสาร กระแสประเด็น และความน่าเชื่อถือของทางเลือกทางการเมืองในช่วงเวลานั้น กล่าวให้ชัดคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ได้ปฏิเสธประชาธิปไตย แต่กำลัง "ชั่งน้ำหนัก" ว่าผู้ใดตอบโจทย์ชีวิตจริงได้มากกว่า และการชั่งน้ำหนักนี้เองคือหัวใจของวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ
สโลแกนไม่พอแล้ว—ประชาชนให้คะแนนนโยบายจับต้องได้ ทำได้จริง
รายงานของซูเปอร์โพลระบุว่า เมื่อพิจารณาต่อไปถึง "สาระที่ประชาชนตอบสนอง" ผ่านนโยบาย/สโลแกนใหม่ พบว่าประชาชนไม่ได้ตอบสนองต่อถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ตอบสนองต่อ "ความเป็นรูปธรรม" ของนโยบายที่จับต้องได้และเชื่อมโยงกับความมั่นคงในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มพรรคการเมืองใหญ่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน ได้แก่ นโยบาย "รับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท" ของพรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 39.8 รองลงมาคือ "คนไทยไร้จน" ของพรรคเพื่อไทย ได้ร้อยละ 33.1 และ "หวยใบเสร็จ" ของพรรคประชาชน ได้ร้อยละ 30.5
ในเชิงวิเคราะห์ นโยบายทั้งสามข้อที่ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ สะท้อน "โครงสร้างความต้องการของสังคม" อย่างน้อยสามมิติ มิติแรกคือความมั่นคงด้านงานและรายได้ที่มีเงื่อนไขชัดเจนและคาดการณ์ได้ ซึ่งนโยบายทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมรายได้เดือนละ 12,000 บาท สะท้อนความต้องการงานที่เป็นระบบ เป็นสัญญาจ้างที่มั่นคง และเป็นทางออกเชิงโครงสร้างของคนจำนวนหนึ่งในสังคม มิติที่สองคือความคาดหวังต่อรัฐในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสโลแกน "คนไทยไร้จน" เป็นการสื่อสารกับความรู้สึกร่วมของประเทศว่าปัญหาปากท้องยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ และมิติที่สามคือความต้องการยกระดับความโปร่งใสและลดการทุจริตคอร์รัปชันผ่านกลไกจูงใจทางเศรษฐกิจและพฤติกรรม ซึ่งแนวคิด "หวยใบเสร็จ" จึงไม่ใช่แค่เรื่องลอตเตอรี่ หากแต่เป็นภาพแทนของการจัดระเบียบเศรษฐกิจใต้ดินให้เข้าสู่ระบบ และทำให้รัฐสามารถบริหารนโยบายสาธารณะด้วยข้อมูลจริงมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาชนกำลัง "ให้คะแนน" นโยบายจับต้องได้ทำได้จริงและการเมืองที่แก้ปัญหาเชิงระบบ มากกว่าการเมืองที่ตอบสนองอารมณ์ชั่วคราว
รัฐสวัสดิการยุคใหม่กำลังมา: "บัตรทองน้องหมา-น้องแมว" ขึ้นอันดับ 1 ของพรรคใหม่
ที่น่าสนใจ รายงานของซูเปอร์โพลยังพบด้วยว่า เมื่อพิจารณากลุ่มพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน พบว่า อันดับ 1 คือ "บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว" ของพรรคปวงชนไทย ได้ร้อยละ 34.7 อันดับ 2 คือ "3 ให้ ได้แก่ ให้ทุนเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ให้เงินหนุนโรงเรียน ให้อาหารเช้าเด็ก" ของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ร้อยละ 26.3 และอันดับ 3 คือ "ทุจริต = ประหาร" ของพรรคเศรษฐกิจ ได้ร้อยละ 18.2
ผลลัพธ์เช่นนี้สะท้อนปรากฏการณ์ทางการเมืองร่วมสมัยที่สำคัญ คือ "ความสดใหม่ทางนโยบาย" และ "มโนทัศน์ทางคุณค่า" กำลังกลายเป็นทุนทางการเมืองของพรรคเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ในเชิงสังคมวิทยาการเมือง นโยบายบัตรทองสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงมิใช่เพียงนโยบายเฉพาะกลุ่ม หากเป็นสัญญะของรัฐสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับรูปแบบครอบครัวร่วมสมัยและความผูกพันทางอารมณ์ของประชาชน โดยเฉพาะคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น "สมาชิกในครัวเรือน" ส่วนชุดนโยบาย "3 ให้" สะท้อนความต้องการลงทุนในทุนมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กถึงระดับสูง โดยมองการศึกษาและโภชนาการเป็นฐานของโอกาสและความเสมอภาค ขณะที่สโลแกน "ทุจริต = ประหาร" แม้จะมีลักษณะสุดโต่งในเชิงถ้อยคำ แต่สะท้อนอารมณ์ทางสังคมที่ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น และความโหยหาต่อความยุติธรรมที่มองเห็นผลจริง ไม่ใช่เพียงการเอาผิดเชิงพิธีกรรมหรือเชิงสัญลักษณ์
ต่างรุ่นต่างเลือก: Gen Z ชอบบัตรทองสัตว์เลี้ยง 43.1% แต่เบบี้บูมหนุน "ทุจริต=ประหาร"50.0%
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณานโยบาย/สโลแกนของพรรคเปิดตัวใหม่จำแนกตามช่วงอายุ (เจน Z เจน Y เจน X เบบี้บูม) พบความแตกต่างระหว่างรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ โดย "บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว" ของพรรคปวงชนไทย ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 43.1 เจน Y ร้อยละ 28.2 เจน X ร้อยละ 40.1 และเบบี้บูมร้อยละ 30.0 ส่วน "3 ให้" ของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 26.2 เจน Y ร้อยละ 26.5 เจน X ร้อยละ 29.5 และเบบี้บูมร้อยละ 10.0 ขณะที่ "ทุจริต = ประหาร" ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 16.9 เจน Y ร้อยละ 17.1 เจน X ร้อยละ 15.9 แต่สูงมากในกลุ่มเบบี้บูมถึงร้อยละ 50.0
ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นพัฒนาการสำคัญของการเมืองไทยในเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างประชากร กล่าวคือ คนรุ่นใหม่ตอบสนองต่อ "รัฐสวัสดิการที่ใกล้ชีวิต" และ "นโยบายที่สะท้อนความหมายของครอบครัวในยุคใหม่" อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเจน Z ที่ให้คะแนนนโยบายบัตรทองสัตว์เลี้ยงถึง 43.1% และเจน X ที่ยังสูงถึง 40.1% สะท้อนว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เป็นการเมืองของความผูกพันและคุณภาพชีวิต ส่วนชุดนโยบาย "3 ให้" มีระดับความนิยมใกล้เคียงกันในวัยทำงานและวัยสร้างครอบครัว (26.2–29.5%) ซึ่งสะท้อนฉันทามติว่าการศึกษาและอาหารเช้าเด็กคือฐานของความเท่าเทียม ขณะที่ความนิยม "ทุจริต = ประหาร" ที่พุ่งสูงในเบบี้บูมถึง 50.0% แต่ต่ำมากในคนรุ่นอื่นประมาณ 15.9–17.1% สะท้อนช่องว่างระหว่างรุ่นในเรื่อง “วิธีคิดต่อความยุติธรรม” โดยคนรุ่นเก่ามักเน้นการลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อให้เห็นผลเร็ว ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงระบบ กลไกตรวจสอบ และความโปร่งใสที่ตรวจวัดได้มากกว่า
ภูมิภาคคิดไม่เหมือนกัน’: เหนือ–กลางหนุนงานมั่นคงเกิน 55% ใต้เทใจ "ไร้จน" 56.5%
นอกจากนี้ รายงานซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า เมื่อพิจารณาการกระจายความโดนใจของนโยบายพรรคการเมืองใหญ่จำแนกตามภูมิภาค (กรุงเทพฯ เหนือ กลาง อีสาน ใต้) ผลการศึกษาพบความแตกต่างเชิงพื้นที่อย่างชัดเจนในฐานะ "การเมืองของชีวิตจริง" กล่าวคือ นโยบายรับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท ของพรรคภูมิใจไทย ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 20.0 ภาคเหนือร้อยละ 55.3 ภาคกลางร้อยละ 56.5 ภาคอีสานร้อยละ 29.9 และภาคใต้ร้อยละ 34.7 ขณะที่ “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทย ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 22.9 ภาคเหนือร้อยละ 31.6 ภาคกลางร้อยละ 41.9 ภาคอีสานร้อยละ 24.7 และภาคใต้ร้อยละ 56.5 ส่วน "หวยใบเสร็จ" ของพรรคประชาชน ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 17.1 ภาคเหนือร้อยละ 21.1 ภาคกลางร้อยละ 40.3 ภาคอีสานร้อยละ 32.5 และภาคใต้ร้อยละ 34.8
หากตีความเชิงโครงสร้าง ความต่างของพื้นที่ดังกล่าวมิใช่เพียงความต่างเชิงรสนิยม แต่เป็นความต่างเชิงฐานเศรษฐกิจและความเปราะบางของครัวเรือน ภาคเหนือและภาคกลางที่ตอบสนองนโยบายงานแบบสัญญาจ้างในระดับสูงกว่า 55% สะท้อนว่าการเข้าถึงงานที่มั่นคงเป็นความต้องการสูง ขณะที่ภาคใต้ซึ่งตอบสนองสโลแกน "คนไทยไร้จน" สูงถึง 56.5% สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพและปากท้องในระดับพื้นที่อย่างเด่นชัด ส่วนความนิยม "หวยใบเสร็จ" ที่ภาคกลาง 40.3% และภาคอีสาน 32.5% สะท้อนมิติของเศรษฐกิจฐานราก การค้าขาย และความต้องการให้ระบบเศรษฐกิจโปร่งใสเป็นธรรม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ประชาชนมองว่าทำได้จริงผ่านมาตรการเชิงระบบ ไม่ใช่การรณรงค์เชิงคุณธรรมเพียงลำพัง
เมื่อสังเคราะห์ผลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพใหญ่ที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก "การเมืองเชิงสโลแกน" ไปสู่ "การเมืองเชิงนโยบายที่ประชาชนประเมินได้" อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประชาชนให้คะแนนสูงกับนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้อง งาน รายได้ ความยากจน และความเป็นธรรม ซึ่งเป็นแกนกลางของความมั่นคงมนุษย์ (human security) ขณะเดียวกันพื้นที่ของพรรคเปิดตัวใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นจริงจากการนำเสนอความต่างเชิงคุณค่าและความสดใหม่ของนโยบายที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิตเชิงครอบครัว การศึกษา หรือความโกรธของสังคมต่อคอร์รัปชัน สิ่งนี้สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ยึดติดกับ "พรรคเก่าหรือพรรคใหม่" ในตัวมันเอง แต่กำลังพิจารณาว่า "ใครทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง" และ "ใครทำให้ประเทศยุติธรรมขึ้นจริง" มากกว่า
ในมุมของนโยบายสาธารณะและประชาธิปไตย ผลโพลชุดนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะทำหน้าที่มากกว่า "การพยากรณ์แพ้ชนะ" แต่ทำหน้าที่เป็น "ระบบรับฟังเสียงประชาชนอย่างมีหลักฐาน" ที่ทำให้ทุกพรรคการเมืองสามารถปรับทิศทางนโยบายให้สอดคล้องกับความจริงของสังคม ลดการสื่อสารแบบเลื่อนลอย และยกระดับการแข่งขันทางการเมืองให้เป็นการแข่งขันด้วยแนวทางแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขความตั้งใจไปเลือกตั้งที่ยืนอยู่ในระดับประมาณ 39.85–40.8 ล้านคน สะท้อนว่าประชาชนยังเชื่อว่าบัตรเลือกตั้งมีความหมาย และการแกว่งตัวของกลุ่มไม่ไป/ไม่แน่ใจที่อยู่ระดับ 12.3–14.7 ล้านคน คือพื้นที่สำคัญที่การเมืองต้องยื่น "นโยบายที่จริงใจและตรวจสอบได้" เข้าไปแทนที่การปลุกอารมณ์หรือสงครามข่าวสาร
ดังนั้น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังประการแรก คือ พรรคการเมืองควรยกระดับการสื่อสารนโยบายจาก "คำขวัญ" ไปสู่ "ข้อเสนอที่ตรวจสอบได้" โดยระบุให้ชัดว่าใช้งบประมาณเท่าใด จะทำในระยะเวลาใด มีตัวชี้วัดผลสำเร็จอะไร และจะมีหน่วยงานใดรับผิดชอบ เพื่อให้การเมืองไทยก้าวสู่การเมืองแห่งความรับผิดรับชอบ (accountability) ประการที่สอง หน่วยงานกำกับดูแลการเลือกตั้งและภาครัฐควรส่งเสริมระบบกลางที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลนโยบายแบบเปรียบเทียบได้ ลดการตัดสินใจจากข่าวลวงหรือการปั่นกระแส และเพิ่ม “ความรู้เท่าทันนโยบาย” (policy literacy) ให้กับสังคม ประการที่สาม สังคมไทยควรทำความเข้าใจว่าโพลที่มีมาตรฐานมิใช่อาวุธทางการเมือง หากเป็น "กลไกประชาธิปไตยเชิงข้อมูล" ที่ช่วยให้รัฐและพรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนอย่างมีระบบ และช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมประเทศอย่างรอบด้านโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการสื่อสารแบบเลือกข้าง
กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษาของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนทั้งความหวังและความท้าทายของประชาธิปไตยไทย ความหวังคือประชาชนจำนวนมากยังยืนยันจะใช้สิทธิเลือกตั้ง และกำลังตัดสินใจบนฐานนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ความท้าทายคือการเมืองไทยต้องยกระดับจากการสื่อสารแบบอารมณ์และสัญลักษณ์ ไปสู่การเมืองเชิงนโยบายที่ทำได้จริง ตรวจสอบได้ และสร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม หากพรรคการเมือง รัฐ และสังคมร่วมกันยกระดับ "การเมืองเชิงข้อมูล" ให้มั่นคง โพลจะไม่ใช่เพียงเครื่องมือสะท้อนกระแส แต่จะเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไทยเข้มแข็ง โปร่งใส และยึดโยงประชาชนอย่างแท้จริง
เกือบ 40 ล้านคน ‘พร้อมใช้สิทธิ’—ประชาธิปไตยไทยยังมีพลังอยู่จริง
ผลการศึกษาส่วนแรกเป็นการประมาณการจำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในหน่วย "ล้านคน" จากการติดตามต่อเนื่อง 5 ครั้ง พบว่า สัดส่วนของประชาชนที่แสดงความตั้งใจจะไปเลือกตั้งอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเคลื่อนไหวในกรอบที่ค่อนข้างเสถียร กล่าวคือ ครั้งที่ 1 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 38.4 ล้านคน ขณะที่กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจอยู่ที่ 14.7 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 2 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 39.8 ล้านคน ส่วนกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดลงเหลือ 13.3 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 3 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้งสูงสุดที่ 40.8 ล้านคน ขณะที่กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดลงต่ำสุดที่ 12.3 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 4 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 40.4 ล้านคน และกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจ 12.7 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน และครั้งที่ 5 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 39.85 ล้านคน กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจ 13.25 ล้านคน รวม 53.10 ล้านคน
ในเชิงสังคมศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจ "พฤติกรรมพลเมือง" ในระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะสะท้อนว่า ฐานประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงมี "แรงขับทางการเมือง" ที่ชัดเจน โดยความตั้งใจไปเลือกตั้งยืนอยู่ใกล้ระดับ 40 ล้านคนตลอดการติดตามทั้ง 5 ครั้ง ซึ่งตีความได้ว่า การเลือกตั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ประชาชนยึดโยงกับการกำหนดอนาคตประเทศ ขณะเดียวกันการแกว่งตัวของกลุ่ม "ไม่ไป/ไม่แน่ใจ" จาก 14.7 ล้านคน ลดลงเป็น 12.3 ล้านคนในครั้งที่ 3 แล้วเพิ่มกลับมาเป็น 13.25 ล้านคนในครั้งที่ 5 สะท้อนพลวัตของ "ความลังเลทางการเมือง" ที่ไม่ได้หายไปอย่างถาวร แต่เปลี่ยนแปลงตามบริบทข่าวสาร กระแสประเด็น และความน่าเชื่อถือของทางเลือกทางการเมืองในช่วงเวลานั้น กล่าวให้ชัดคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ได้ปฏิเสธประชาธิปไตย แต่กำลัง "ชั่งน้ำหนัก" ว่าผู้ใดตอบโจทย์ชีวิตจริงได้มากกว่า และการชั่งน้ำหนักนี้เองคือหัวใจของวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ
สโลแกนไม่พอแล้ว—ประชาชนให้คะแนนนโยบายจับต้องได้ ทำได้จริง
รายงานของซูเปอร์โพลระบุว่า เมื่อพิจารณาต่อไปถึง "สาระที่ประชาชนตอบสนอง" ผ่านนโยบาย/สโลแกนใหม่ พบว่าประชาชนไม่ได้ตอบสนองต่อถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ตอบสนองต่อ "ความเป็นรูปธรรม" ของนโยบายที่จับต้องได้และเชื่อมโยงกับความมั่นคงในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มพรรคการเมืองใหญ่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน ได้แก่ นโยบาย "รับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท" ของพรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 39.8 รองลงมาคือ "คนไทยไร้จน" ของพรรคเพื่อไทย ได้ร้อยละ 33.1 และ "หวยใบเสร็จ" ของพรรคประชาชน ได้ร้อยละ 30.5
ในเชิงวิเคราะห์ นโยบายทั้งสามข้อที่ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ สะท้อน "โครงสร้างความต้องการของสังคม" อย่างน้อยสามมิติ มิติแรกคือความมั่นคงด้านงานและรายได้ที่มีเงื่อนไขชัดเจนและคาดการณ์ได้ ซึ่งนโยบายทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมรายได้เดือนละ 12,000 บาท สะท้อนความต้องการงานที่เป็นระบบ เป็นสัญญาจ้างที่มั่นคง และเป็นทางออกเชิงโครงสร้างของคนจำนวนหนึ่งในสังคม มิติที่สองคือความคาดหวังต่อรัฐในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสโลแกน "คนไทยไร้จน" เป็นการสื่อสารกับความรู้สึกร่วมของประเทศว่าปัญหาปากท้องยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ และมิติที่สามคือความต้องการยกระดับความโปร่งใสและลดการทุจริตคอร์รัปชันผ่านกลไกจูงใจทางเศรษฐกิจและพฤติกรรม ซึ่งแนวคิด "หวยใบเสร็จ" จึงไม่ใช่แค่เรื่องลอตเตอรี่ หากแต่เป็นภาพแทนของการจัดระเบียบเศรษฐกิจใต้ดินให้เข้าสู่ระบบ และทำให้รัฐสามารถบริหารนโยบายสาธารณะด้วยข้อมูลจริงมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาชนกำลัง "ให้คะแนน" นโยบายจับต้องได้ทำได้จริงและการเมืองที่แก้ปัญหาเชิงระบบ มากกว่าการเมืองที่ตอบสนองอารมณ์ชั่วคราว
รัฐสวัสดิการยุคใหม่กำลังมา: "บัตรทองน้องหมา-น้องแมว" ขึ้นอันดับ 1 ของพรรคใหม่
ที่น่าสนใจ รายงานของซูเปอร์โพลยังพบด้วยว่า เมื่อพิจารณากลุ่มพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน พบว่า อันดับ 1 คือ "บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว" ของพรรคปวงชนไทย ได้ร้อยละ 34.7 อันดับ 2 คือ "3 ให้ ได้แก่ ให้ทุนเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ให้เงินหนุนโรงเรียน ให้อาหารเช้าเด็ก" ของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ร้อยละ 26.3 และอันดับ 3 คือ "ทุจริต = ประหาร" ของพรรคเศรษฐกิจ ได้ร้อยละ 18.2
ผลลัพธ์เช่นนี้สะท้อนปรากฏการณ์ทางการเมืองร่วมสมัยที่สำคัญ คือ "ความสดใหม่ทางนโยบาย" และ "มโนทัศน์ทางคุณค่า" กำลังกลายเป็นทุนทางการเมืองของพรรคเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ในเชิงสังคมวิทยาการเมือง นโยบายบัตรทองสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงมิใช่เพียงนโยบายเฉพาะกลุ่ม หากเป็นสัญญะของรัฐสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับรูปแบบครอบครัวร่วมสมัยและความผูกพันทางอารมณ์ของประชาชน โดยเฉพาะคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น "สมาชิกในครัวเรือน" ส่วนชุดนโยบาย "3 ให้" สะท้อนความต้องการลงทุนในทุนมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กถึงระดับสูง โดยมองการศึกษาและโภชนาการเป็นฐานของโอกาสและความเสมอภาค ขณะที่สโลแกน "ทุจริต = ประหาร" แม้จะมีลักษณะสุดโต่งในเชิงถ้อยคำ แต่สะท้อนอารมณ์ทางสังคมที่ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น และความโหยหาต่อความยุติธรรมที่มองเห็นผลจริง ไม่ใช่เพียงการเอาผิดเชิงพิธีกรรมหรือเชิงสัญลักษณ์
ต่างรุ่นต่างเลือก: Gen Z ชอบบัตรทองสัตว์เลี้ยง 43.1% แต่เบบี้บูมหนุน "ทุจริต=ประหาร"50.0%
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณานโยบาย/สโลแกนของพรรคเปิดตัวใหม่จำแนกตามช่วงอายุ (เจน Z เจน Y เจน X เบบี้บูม) พบความแตกต่างระหว่างรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ โดย "บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว" ของพรรคปวงชนไทย ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 43.1 เจน Y ร้อยละ 28.2 เจน X ร้อยละ 40.1 และเบบี้บูมร้อยละ 30.0 ส่วน "3 ให้" ของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 26.2 เจน Y ร้อยละ 26.5 เจน X ร้อยละ 29.5 และเบบี้บูมร้อยละ 10.0 ขณะที่ "ทุจริต = ประหาร" ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 16.9 เจน Y ร้อยละ 17.1 เจน X ร้อยละ 15.9 แต่สูงมากในกลุ่มเบบี้บูมถึงร้อยละ 50.0
ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นพัฒนาการสำคัญของการเมืองไทยในเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างประชากร กล่าวคือ คนรุ่นใหม่ตอบสนองต่อ "รัฐสวัสดิการที่ใกล้ชีวิต" และ "นโยบายที่สะท้อนความหมายของครอบครัวในยุคใหม่" อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเจน Z ที่ให้คะแนนนโยบายบัตรทองสัตว์เลี้ยงถึง 43.1% และเจน X ที่ยังสูงถึง 40.1% สะท้อนว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เป็นการเมืองของความผูกพันและคุณภาพชีวิต ส่วนชุดนโยบาย "3 ให้" มีระดับความนิยมใกล้เคียงกันในวัยทำงานและวัยสร้างครอบครัว (26.2–29.5%) ซึ่งสะท้อนฉันทามติว่าการศึกษาและอาหารเช้าเด็กคือฐานของความเท่าเทียม ขณะที่ความนิยม "ทุจริต = ประหาร" ที่พุ่งสูงในเบบี้บูมถึง 50.0% แต่ต่ำมากในคนรุ่นอื่นประมาณ 15.9–17.1% สะท้อนช่องว่างระหว่างรุ่นในเรื่อง “วิธีคิดต่อความยุติธรรม” โดยคนรุ่นเก่ามักเน้นการลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อให้เห็นผลเร็ว ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงระบบ กลไกตรวจสอบ และความโปร่งใสที่ตรวจวัดได้มากกว่า
ภูมิภาคคิดไม่เหมือนกัน’: เหนือ–กลางหนุนงานมั่นคงเกิน 55% ใต้เทใจ "ไร้จน" 56.5%
นอกจากนี้ รายงานซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า เมื่อพิจารณาการกระจายความโดนใจของนโยบายพรรคการเมืองใหญ่จำแนกตามภูมิภาค (กรุงเทพฯ เหนือ กลาง อีสาน ใต้) ผลการศึกษาพบความแตกต่างเชิงพื้นที่อย่างชัดเจนในฐานะ "การเมืองของชีวิตจริง" กล่าวคือ นโยบายรับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท ของพรรคภูมิใจไทย ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 20.0 ภาคเหนือร้อยละ 55.3 ภาคกลางร้อยละ 56.5 ภาคอีสานร้อยละ 29.9 และภาคใต้ร้อยละ 34.7 ขณะที่ “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทย ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 22.9 ภาคเหนือร้อยละ 31.6 ภาคกลางร้อยละ 41.9 ภาคอีสานร้อยละ 24.7 และภาคใต้ร้อยละ 56.5 ส่วน "หวยใบเสร็จ" ของพรรคประชาชน ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 17.1 ภาคเหนือร้อยละ 21.1 ภาคกลางร้อยละ 40.3 ภาคอีสานร้อยละ 32.5 และภาคใต้ร้อยละ 34.8
หากตีความเชิงโครงสร้าง ความต่างของพื้นที่ดังกล่าวมิใช่เพียงความต่างเชิงรสนิยม แต่เป็นความต่างเชิงฐานเศรษฐกิจและความเปราะบางของครัวเรือน ภาคเหนือและภาคกลางที่ตอบสนองนโยบายงานแบบสัญญาจ้างในระดับสูงกว่า 55% สะท้อนว่าการเข้าถึงงานที่มั่นคงเป็นความต้องการสูง ขณะที่ภาคใต้ซึ่งตอบสนองสโลแกน "คนไทยไร้จน" สูงถึง 56.5% สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพและปากท้องในระดับพื้นที่อย่างเด่นชัด ส่วนความนิยม "หวยใบเสร็จ" ที่ภาคกลาง 40.3% และภาคอีสาน 32.5% สะท้อนมิติของเศรษฐกิจฐานราก การค้าขาย และความต้องการให้ระบบเศรษฐกิจโปร่งใสเป็นธรรม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ประชาชนมองว่าทำได้จริงผ่านมาตรการเชิงระบบ ไม่ใช่การรณรงค์เชิงคุณธรรมเพียงลำพัง
เมื่อสังเคราะห์ผลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพใหญ่ที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก "การเมืองเชิงสโลแกน" ไปสู่ "การเมืองเชิงนโยบายที่ประชาชนประเมินได้" อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประชาชนให้คะแนนสูงกับนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้อง งาน รายได้ ความยากจน และความเป็นธรรม ซึ่งเป็นแกนกลางของความมั่นคงมนุษย์ (human security) ขณะเดียวกันพื้นที่ของพรรคเปิดตัวใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นจริงจากการนำเสนอความต่างเชิงคุณค่าและความสดใหม่ของนโยบายที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิตเชิงครอบครัว การศึกษา หรือความโกรธของสังคมต่อคอร์รัปชัน สิ่งนี้สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ยึดติดกับ "พรรคเก่าหรือพรรคใหม่" ในตัวมันเอง แต่กำลังพิจารณาว่า "ใครทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง" และ "ใครทำให้ประเทศยุติธรรมขึ้นจริง" มากกว่า
ในมุมของนโยบายสาธารณะและประชาธิปไตย ผลโพลชุดนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะทำหน้าที่มากกว่า "การพยากรณ์แพ้ชนะ" แต่ทำหน้าที่เป็น "ระบบรับฟังเสียงประชาชนอย่างมีหลักฐาน" ที่ทำให้ทุกพรรคการเมืองสามารถปรับทิศทางนโยบายให้สอดคล้องกับความจริงของสังคม ลดการสื่อสารแบบเลื่อนลอย และยกระดับการแข่งขันทางการเมืองให้เป็นการแข่งขันด้วยแนวทางแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขความตั้งใจไปเลือกตั้งที่ยืนอยู่ในระดับประมาณ 39.85–40.8 ล้านคน สะท้อนว่าประชาชนยังเชื่อว่าบัตรเลือกตั้งมีความหมาย และการแกว่งตัวของกลุ่มไม่ไป/ไม่แน่ใจที่อยู่ระดับ 12.3–14.7 ล้านคน คือพื้นที่สำคัญที่การเมืองต้องยื่น "นโยบายที่จริงใจและตรวจสอบได้" เข้าไปแทนที่การปลุกอารมณ์หรือสงครามข่าวสาร
ดังนั้น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังประการแรก คือ พรรคการเมืองควรยกระดับการสื่อสารนโยบายจาก "คำขวัญ" ไปสู่ "ข้อเสนอที่ตรวจสอบได้" โดยระบุให้ชัดว่าใช้งบประมาณเท่าใด จะทำในระยะเวลาใด มีตัวชี้วัดผลสำเร็จอะไร และจะมีหน่วยงานใดรับผิดชอบ เพื่อให้การเมืองไทยก้าวสู่การเมืองแห่งความรับผิดรับชอบ (accountability) ประการที่สอง หน่วยงานกำกับดูแลการเลือกตั้งและภาครัฐควรส่งเสริมระบบกลางที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลนโยบายแบบเปรียบเทียบได้ ลดการตัดสินใจจากข่าวลวงหรือการปั่นกระแส และเพิ่ม “ความรู้เท่าทันนโยบาย” (policy literacy) ให้กับสังคม ประการที่สาม สังคมไทยควรทำความเข้าใจว่าโพลที่มีมาตรฐานมิใช่อาวุธทางการเมือง หากเป็น "กลไกประชาธิปไตยเชิงข้อมูล" ที่ช่วยให้รัฐและพรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนอย่างมีระบบ และช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมประเทศอย่างรอบด้านโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการสื่อสารแบบเลือกข้าง
กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษาของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนทั้งความหวังและความท้าทายของประชาธิปไตยไทย ความหวังคือประชาชนจำนวนมากยังยืนยันจะใช้สิทธิเลือกตั้ง และกำลังตัดสินใจบนฐานนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ความท้าทายคือการเมืองไทยต้องยกระดับจากการสื่อสารแบบอารมณ์และสัญลักษณ์ ไปสู่การเมืองเชิงนโยบายที่ทำได้จริง ตรวจสอบได้ และสร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม หากพรรคการเมือง รัฐ และสังคมร่วมกันยกระดับ "การเมืองเชิงข้อมูล" ให้มั่นคง โพลจะไม่ใช่เพียงเครื่องมือสะท้อนกระแส แต่จะเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไทยเข้มแข็ง โปร่งใส และยึดโยงประชาชนอย่างแท้จริง
很赞哦!(9)
上一篇: 全新一周工作总结汇报
下一篇: 2021年关于执着名言主题的汇总
相关文章
- 增速19%!“海陆空”齐助力 宁波跨境包裹快马加鞭“飞”全球
- 智能垃圾箱助力铜山区垃圾分类
- 崩坏:星穹铁道2.7版本将于12月4日更新,自选五星福利放送!
- ทำไมถุงเท้าจากร้านสะดวกซื้อกลายเป็นของฝากสุดฮิตจากญี่ปุ่น ?
- บอร์ด CPN เคาะ "ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล" นั่งซีอีโอคนใหม่ มีผล 1 พ.ค.69
- 新疆巴依木扎赛马节开幕
- 新华社:董事长文剑平:创业板企业应着力打造“金刚钻”
- Shams:NBA将严查摆烂现象 或修订选秀抽签规则
- "คุณหญิงหน่อย" หาเสียงเมืองอุบลฯ ปลุกกระแสปราบโกงเป็นวาระแห่งชาติ
- 《复仇者联盟5》首支预告泄露 美国队长正式回归!
站长推荐
友情链接
- 《最终幻想15》删减内容曝光:诺克提斯情绪崩溃 殴打帝国士兵!
- 佳电股份信息披露违法违规 赵明、梁喜华被分别处以30万元、20万元罚款
- 对决剑之川内攻队玩法搭配分享
- 砀山县:群众家门口的文化生活圈“火”了
- 透骨新鲜人气旺 东海鲳鱼组团“游”上宁波市民餐桌
- 独门秘籍做出粉蒸排骨 堪称五星级
- 初中英语日记:如何获得快乐
- 恋与深空1.1前瞻直播兑换码 恋与深空1.1前瞻直播兑换码是什么
- 丹麦首相在官邸附近遭殴打,一名男子被拘捕
- 150平房子装修多少钱 卫生间装修价格预算
- [新浪彩票]足彩25185期冷热指数:昂热无平局
- 5000个四色分类垃圾桶落户东西湖!怎么分类丢垃圾你会吗?
- 最多便宜30万!宝马超30款车型大降价,中国销量已跌超11%
- 《离开的时限》(任和演唱)的文本歌词及LRC歌词
- 百得智金装婴儿配方等多款洋奶粉不合格
- [新浪彩票]足彩25185期投注策略:柏林赫塔全身而退
- 《UNO》PC版下载 Steam正版分流下载
- 美军150架飞机抓捕行动全程曝光,特朗普实时观看
- 《你画我猜2》PC版下载 Steam正版分流下载
- CKUR中联骑士联盟小骑手包揽北京马协青少年马术巡回赛第六站前五名






